December 04, 2006

New blog on business & innovation

bizpunk.com is all about making new ideas user-friendly for businesses and other types organisations. As the world becomes increasingly competitive, only firms that are able to be creative and apply innovative approaches can stay afloat.

bizpunk.com is an online news and weblog that delivers news, insights and analysis on a range of topics from business, technology, innovation and trends to a hungry audience of consumers and professionals interested in making sense of and applying new insights. Our readers include business executives, industry experts, investment professionals and entrepreneurs from the region.

Visit www.bizpunk.com to check it out!

October 09, 2006

สัมภาษณ์คุณปุ่น ไทยอินดี้

Thaiindie_1  "อะไรที่ทำให้คุณปุ่นสนใจหนังสั้น จนได้มาทำ "Thaiindie"

คุณปุ่น : ที่ชอบหนัง เพราะคิดว่าหนังไม่ใช่เรื่องเล่า แต่หนังเป็นเรื่องราว หนังสามารถสื่อสารถึงความรู้สึกของเราไปยังคนที่ดูได้ ส่วนสาเหตุที่ทำ Thaiindy ขึ้นมาเนื่องจาก

OpenFEST : อุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำหนังสั้น และการทำ Thaiindy

คุณปุ่น : การทำหนัง คือการเผชิญอุปสรรคเพราะทุกขั้นตอนคืออุปสรรค ตั้งแต่การเริ่มทำ เขียนบท หาคนแสดง ดังนั้นอยู่ที่เราจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีแค่ไหนซึ่งก็เป็นความภูมิอย่างหนี่ง ในส่วนของ Thaiindie นั้น ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำกลุ่มเล็กๆ แต่ปัจจุบันมีคนที่สนใจเยอะ และแต่ละคนก็ต้องโตขึ้น เรียนรู้ และสามารถหา Connection ด้วยตัวเองได้ ปัญหาในตอนนี้คิดว่าน่าจะเป็นที่ผมต้องเป็นคนดูแลทุกๆอย่างคนเดียว

OpenFEST : สุดท้ายอยากให้ฝากถึงคนที่อยากจะทำหนังสั้นทุกคนเลยคะ

คุณปุ่น : จะมีหลายคนมากที่อยากทำหนังแต่ไม่ได้ลงมือทำสักที ดังนั้นถ้าอยากทำต้องลงมือทำเลย คิดถึงสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองสนใจและต้องการจะทำจริงๆ ดีกว่าที่จะคิดถึงแต่เรื่องความแปลกใหม่หรือการแข่งขันเพื่อที่จะเอาชนะกัน

Thai Indie

กลับสู่หน้าหลัก OpenFEST

สัมภาษณ์พี่ธิดา บรรณาธิการ Bioscope

Bio_4 



สัมภาษณ์พี่ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บรรณาธิการนิตยสาร Bioscope

"หนังสั้น มีเสน่ห์ตรงไหน ทำไมช่วงหลังๆ เป็นที่นิยมในวงกว้างขึ้น?"

พี่ธิดา : ตอนนี้หนังสั้นได้รับความนิยมในวงกว้างมากขึ้น คือในเทคโนโลยีการทำหนังสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น เช่นมีกล้องดิจิตอลคุณภาพดี ใช้งานง่าย มีระบบอัดเสียงที่ดี ทุกๆคนสามารถทำหนังได้  ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นตัวที่สามารถตอบว่าทำไมในปัจจุบันหนังสั้นถึงได้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่หัวใจหลักของหนังสั้น คือ ความเป็นอิสระของความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง ไม่มีขอบจำกัด ทำให้เกิดแหล่งรวมของความคิดสร้างสรรค์  ได้พบเห็นเรื่องราวที่แตกต่างกันไป  การทำงานที่แตกต่าง  และพลังของคนรุ่นใหม่ เป็นเรื่องราวใหม่ๆ ที่ไม่ตามกระแสหลัก ทำให้หนังสั้นมีเสน่ห์อย่างมาก

"คนที่สนใจอยากดูหนังสั้นจะสามารถหาจากที่ไหนได้บ้าง?"


พี่ธิดา : แหล่งรวบรวมข่าวสารของหนังสั้นจะมีหลากหลายรูปแบบทั้งทางเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น Thaishortfilm.com , Thaiindie.com , BIOSCOPE  และงาน Festival ต่างๆ เช่นของมูลนิธิหนังไทย รวมทั้งยังมีแหล่งขายหนังสั้นด้วย เช่น ร้านของกลุ่ม Thaishortfilm ที่จตุจักร   ซึ่งปัจจุบันมีหนังที่สนุกๆอยู่มากมายถ้าคนที่มีความสนใจจริงๆก็สามารถเข้าถึงข่าวสารต่างๆได้ไม่ยากเลย

Bioscope

กลับสู่หน้าหลัก Openfest

สัมภาษณ์ พี่หมู บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Bioscope

Bio_1





สัมภาษณ์ พี่หมู, สุภาพ หริมเทพาธิป บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Bioscope

OpenFEST : จุดเริ่มต้นที่เป็นแรงบันดาลใจให้พี่หมู เริ่มทำBioscope

พี่หมู :  แรงบันดาลใจเกิดจากตัวเองมากกว่า  ได้มีโอกาสคุยกับธิดา (บรรณาธิการ Bioscope ปัจจุบัน) และกลับไปย้อนดูตัวเองในช่วงที่สนใจหนัง เราเห็นหนังสือที่พูดถึงหนัง แล้วหนังเรื่องนั้นที่เราไปดู มันนำพาเราไปเจอโลกที่กว้างขึ้น กว่าการที่เราดูหนังกระแสหลัก ฮอลลีวูดทั่วไป  คิดว่าหนังเหล่านี้น่าจะมีโอกาสทำหน้าที่ของตัวเองในลักษณะนี้ได้ และแผงหนังสือช่วงนั้น ก็ไม่มีหนังสือที่พูดถึง หนังที่จะจุดประกายให้กับคนเท่าไรนัก เราน่าจะได้มีโอกาสแนะนำหนังเหล่านี้ เราไม่ได้จะวางตัวเป็น Expert  แต่แค่อยากพูดถึงหนังที่ จุดแรงบันดาลใจ ให้เรา แล้วเมื่อเขา(ผู้อ่าน)ได้ดูมันสามารถจุดแรงบันดาลใจให้เขาต่อไปได้ และน่าจะทำให้เขารู้สึก อยากลงมือทำบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นหนังก็ได้ อาจเป็นอย่างอื่น ผมรู้สึกว่า หนัง มันทำหน้าที่ตรงนั้นได้ดี มันเคยทำสำเร็จกับเรา ก็น่าจะทำสำเร็จกับคนอื่นได้เช่นกัน

OpenFEST :  อุปสรรค์?

พี่หมู : ไบโอสโคป เล่ม 1-11 เราทำหนังสือด้วยความคิดว่า เป็นอีกทางออกหนึ่งในการนำเสนอสิ่งที่ชอบ ที่อยากทำ ที่บันดาลใจ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานอื่น เลี้ยงชีพไปด้วย ในขณะที่ หนังสือแนวอิสระ ที่เริ่มต้นพร้อมๆ เรา เริ่มออกช้าลง หยุดลงเพราะ  "พอวางหนังสือที่ทำ เป็นแค่งานอดิเรก เราพร้อมที่จะหยุดมันเมื่อไหร่ก็ได้" ผมเองก็รู้สึกว่า หลังๆ งานหลัก มันเริ่มบั่นทอนความกระตือรือล้น ดังนั้น จึงมีความคิดที่จะทำงานอดิเรก นี้ ให้เป็นงานหลัก....เลยต้องมาคิดว่าต้องทำอย่างไร ถ้าต้องออกแมกกาซีนอย่างต่อเนื่อง เพราะกระบวนการระบบธุรกิจหนังสือ จำเป็นต้องใช้เงินทุนเบื้องต้นเยอะพอสมควร ก็พยายามหาวิธี บวกกับความเชื่อที่ว่า เรามีกลุ่มผู้อ่านเยอะพอสมควร ซึ่งก็ไม่มีออะไรบอกเราได้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ก็ต้อง "เสี่ยง เป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น"... (ฟังแล้วนึกถึงเพลงของบอดี้สแลมขึ้นมาทันที!)

"อุปสรรคหลัก ก็คือเราเป็นคนทำหนังสือ ไม่มีความเชี่ยวเรื่องการตลาด" แต่ก็ต้องหาวิธีการเรียนรู้พัฒนา ในข้อด้อยของเรา "ลองผิดลองถูก" ค่อนข้างผิดมากกว่าถูก แต่สิ่งที่จะทำให้เราเดินต่อไปได้ยามที่มีอุปสรรค์ คือ "ไม่ท้อ" ไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น "ไม่ตื่นตระหนก" จะทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรค นั้นไปได้

OpenFEST : พี่หมูอยากฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่ ที่อยากเริ่มทำ....อะไรซักอย่าง?

พี่หมู :  การจะลงมือทำอะไร ก็ต้องเรียนรู้ทฤษฎี และ ลงมือทำ ซึ่งก็เป็นขั้นตอนทั่วๆ ไปบางคนทฤษฎีแน่นปึ้ก   กลับทำให้เกร็ง กลัวเสียฟอร์ม กลัวไม่ดี ไม่perfect ซึ่งการเรียนรู้อย่างเอาจริงเอาจัง เป็นขั้นตอนหลัก แต่ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคได้ บางคนก็ทำเลย ลุยเลย ไม่เรียนทฤษฎี พอผลออกมาไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ ก็ท้อแท้ ซึ่งจริงๆ แล้วสองแนวทางนี้ ควรจะดำเนินไปด้วยกัน เรียนรู้ เพื่อที่จะหาความมั่นใจให้กับตัวเอง และอย่าไป กลัวว่าสิ่งที่ออกมามันจะต้องperfect  และเสียงเชิงลบที่ออกมา ที่อาจบั่นทอนกำลังใจ ควรคิดว่าเป็นการหวังดี ควรนำมาใช้เป็นกำลังใจ นำไปปรับปรุง

มีคนมากมายที่ทำผลงานออกมา แล้วแทบตาย เพราะไม่ได้รับการยอมรับ ณ ตอนนั้น แต่ต่อมา ผลงานกลับกลายเป็นการบุกเบิกสิ่งใหม่ เป็นที่ยอมรับ ยกตัวอย่าง รักมานินอฟ, สตาวินสกี้ เป็นต้น ดังนั้น แนวทางสำหรับคนรุ่นใหม่ ผมเชื่อว่าการลงมือทำและการเรียนรู้ ต้องควบคู่กันไป อย่าเพิ่งไปคิดว่า สิ่งที่เราทำนั้นเป็นความใหม่สุดยอด เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าหนังทีเกิดขึ้นมาบนโลกทั้งหมดมันมีอะไรบ้าง แต่ควรจะคิดว่าเราจะถ่ายทอดความคิดออกมาอย่างไร มันก็จะลดความร้อนลุ่มไปได้บ้าง และสำหรับผู้ที่ศึกษา มาแล้วก็ควรจะลงมือทำเลย อย่างไปเกร็ง อย่าไปคิดว่างานที่เราทำจะต้องเทียบเท่ากับงานที่ตนเองไปเรียนรู้มา

Bioscope

กลับสู่หน้าหลัก OpenFEST

October 04, 2006


Short

สัมภาษณ์พี่ศิโรตม์ ตุลสุข / Thai Short Film นั้นเป็นกลุ่มคนทำหนังอิสระซึ่งก็ตั้งอย่างหลวมๆ ขึ้นมาราว 7-8 ปีที่แล้วตอนที่พี่ศิโรตม์ยังทำงานอยู่ที่กันตนา ตอนนั้นพี่ศิโรตม์ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการตัดต่อและเสียง (หรือ Post-Production) ได้รับการขอร้องให้ไปทำการช่วยเหลือเพื่อนๆ ในด้าน Post-Production รวมไปจนถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการหยิบยืมอุปกรณ์ต่างๆ การรวมตัวอย่างหลวมๆ จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น

ในระยะเวลาที่ผ่านมาพันธกิจหลักๆ ของทางกลุ่มก็คือ การช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ต่างๆ และเทคนิค สำหรับคนรุ่นใหม่ที่คิดจะทำหนัง (รวมไปจนถึงการให้ทุนในบางครั้ง) อันจะเห็นได้จากอุปกรณ์ทำหนังต่างๆ มากมายที่ Thai Short Film ให้หยิบยืมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เลย (อย่างไรก็ดีถ้าเป็นผลงานอันไปในทางการค้าทาง Thai Short Film จะเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อย)

นอกเหนือไปจากนั้นแล้วในรอบ 2-3 ปีหลัง ทางกลุ่มยังได้ทำการจัด Work Shop นามว่า เล่าเรื่องเป็นหนังให้กับผู้ที่สนใจอยากทำหนังอีกด้วยในช่วงเวลาราวๆทุกๆ 3 เดือน ซึ่งในตอนแรกก็ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไร แต่ในตอนหลังก็มีการเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเพื่อไม่ได้ทางกลุ่มนั้นแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจนเกินไป

พี่ศิโรตม์เล่าจุดประสงค์ของทางกลุ่มว่า

เรานึกถึงลูกเรา ถ้าเราวาดรูปไม่เป็น เล่นดนตรีไม่ถนัด เล่นกีฬาได้บ้าง แต่อยากลองทำหนัง นี่ก็เป็นสนามที่เป็นทางเลือกให้กับเขาได้ เราเห็นอเมริกายุโรปมี เราอิจฉา ที่เขาได้เลือกได้ลองทำ เด็กบางเราไม่มีโอกาสตรงนี้ทางเลือกมันยังน้อย เราเป็นอีกหนึ่ง Channel ก็ยังดี

ดังนั้นพันธกิจของ Thai Short Film จึงเป็นทางเลือกที่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ๆ ได้มา ออกกำลังกายทางความสร้างสรรค์โดยการทำหนังนั่นเอง

ในบรรดาสมาชิกที่รวมกลุ่มกันอย่างหลวมๆ ของ Thai Short Film นั้น จะมีคนที่เห็นหน้าค่าตากันอยู่ราวๆ 20-30 คน ซึ่งถึงทุกวันนี้จะมีหน้าที่การงานกันแล้ว ก็ยังให้ความช่วยเหลื่อกันโดยตลอด โดยมีพี่ศิโรตม์เป็นศูนย์กลาง

การร่วมงานกับกลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทำนองการช่วยไปเวิร์คชอปเพื่อปูเบสิคมากกว่าจะไปเป็นผู้ร่วมจัดงานโดยตรง เช่นเดียวกับ การไปออกร้านตามงานสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ทาง Thai Short Film มักจะไปในฐานะผู้ร่วมงานมากกว่าไปในฐานะ ผู้จัดงาน หรือ ผู้ร่วมจัดงาน เพราะ เราไม่มีพลังเหลือพอจะทำอย่างนั้นและ เราไม่ถนัดทางนั้น ส่วนกลุ่มที่ทาง Thai Short Film ได้เคยไปร่วมงานก็ได้แก่กลุ่มอย่าง สื่อเมือง กลุ่ม Action Aid เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้จับเอาหนังสั้นไปผสานกับประเด็นที่ตนเองเล่นอยู่

ทางด้านเงินทุนในการดำเนินการนั้นทาง Thai Short Film ไม่ได้รับรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนข้างนอกใดๆ ทั้งสิ้นเงินทุนดำเนินการนั้นมาจากทางสมาชิกของเครือข่าย และ ของพี่ศิโรตม์ทั้งสิ้น พี่ศิโรตม์เล่าว่าการที่ไม่ขอทุนจากข้างนอกเป็นเพราะ เราไม่ถนัด และ ไม่รู้จักใครด้วย

อย่างไรก็ดีในต้นปีที่ผ่านมาทาง สสร. ก็ได้ออกทุนให้ทาง Thai Short Filmไปออกบูธ ที่เทศกาลหนังสั้นโลกที่ฝรั่งเศส ซึ่งก็มีผลตอบรับที่น่าพึงพอใจ หนังสั้นของไทยก็สามารถนำไปขายได้ในระดับสากลเช่นกัน

พี่ศิโรตม์เล่าว่า จริงๆแล้ว รัฐนั้นควรจะสนับสนุนคนทำงานอิสระเหล่านี้ ต้องเห็นมันเป็นแง่มุมหนึ่งของศิลปวัฒนธรรม เป็นบันทึกของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งสะท้อนยุคสมัยออกมาได้ เพราะ งานพวกนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อคืนทุนหรือเอากำไร  มันไม่ได้จำกัดด้วยโจทย์อย่างนั้น มันจึงสะท้อนมุมมองน่าสนใจออกมาได้ เราจะได้มีพื้นที่ใหม่ๆ ให้ออกกำลังกายทางความคิดมากขึ้น สำหรับคนที่ทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากนี้แล้วหนังมันเป็นสื่อที่มีพลังอีกด้วย

ส่วนทิศทางของทางกลุ่มในอนาคต พี่ศิโรตม์เล่าว่า เราพยายามที่จะยืนได้ด้วยตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปขอความช่วยเหลือจากที่อื่น กำลังพิสูจน์ตัวเองให้คนในวงกว้างเห็นอยู่ เราต้องการให้เขารู้ว่าพื้นที่ตรงนี้มีอยู่ และ มันเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานเรา โดยการไปร่วมกับกลุ่มอื่นๆ อย่างที่บอก และ ก็พยายามผลักดันหนังอิสระพวกนี้ไปในระดับสากล ซึ่งเราก็ได้ไปออกบูธอย่างที่กล่าวมาแล้ว เราอยากให้คนทำหนังนั้นสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เราว่าแค่นั้นเขาก็ Happy แล้ว

สำหรับแนวโน้มของคนทำหนังสั้นรุ่นใหม่ๆ นั้น มีคนทำเยอะขึ้น เทคโนโลยีมันถูกลง ทว่าพื้นที่ของพวกเขายังน้อยอยู่ อย่างไรก็ดีทาง Thai Short Film ก็มีร้านอยู่ที่จตุจักรที่หนึ่ง เพื่อจะขายหนังพวกนี้ ส่วนคนดูส่วนใหญ่ก็เป็นพวกคนทำเอง

เมื่อมาถึงตรงนี้พี่ศิโรตม์ วิเคราะห์ถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทยอันเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลแต่ส่วนแบ่งกลับไม่ได้เป็นของหนังในประเทศ (ทั้งอิสระและไม่อิสระ) เท่าที่ควรว่า

ส่วนหนึ่งที่คนไม่ดูคือ หนังมันไม่จับจิตจับใจคนดูเท่าไร ตรงนี้เราบอกได้เลยว่า คุณภาพมันยังแตกต่างกันเยอะเกิน มันไม่ค่อยมีมาตรฐาน เราต้องส่งเสริมให้คนทำหนังเล่าเรื่องที่เขาอยากจะเล่าจริงๆ ให้ทุ่มเทสุดจิตสุดใจจริงๆ เราจะได้งานที่เป็นสากลไปที่ไหนก็ได้ ดูอย่างหนังพวก อิหร่าน หนังญี่ปุ่น หนังจางอี้โหมวสิ หนังเขาเล็กๆ แต่ทำสุดจิตสุดใจสุดวิญญาณ ตรงนี้เราสู้เขาไม่ได้เลย เราจะบอกไม่ได้เลยว่าเราไม่มีทุน หนังพวกนี้เล็กๆ ทั้งนั้น ที่ตรงนี้มีสนับสนุนสารพัด จริงๆ มันอาจเป็นเพราะ คนทำหนังเราไม่ทุ่มเทพอก็ได้ อย่างไรก็ดีเราก็ต้องดูกันต่อไป

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ พี่ศิโรตม์ ตุลสุข แห่ง Thai Short Film

เมื่อวันอังคารที่ 15 ส.ค. 2549

โดย อธิป จิตตฤกษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Openfest

กลับสู่หน้าหลัก OpenFEST

September 12, 2006

สัมภาษณ์ ต้า Paradox

Doxs  (ไปดู VCD Clip ด้านล่าง)

Openfest : อะไรคือจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการทำดนตรีของพี่ต้า?

ต้า: เริ่มมาจากคุณพ่อครับ ทุกเช้าคุณพ่อจะมานั่งที่เตียงเล่นกีต้าร์โปร่ง และ เอาเพลงฝรั่งมาให้ฟัง เราก็เลยรู้สึกอยากเล่นกีต้าร์เป็น ตอนหลังเราเห็นเพื่อนตั้งวงดนตรี ทำเพลงตัวเอง เราก็รู้สึกว่า เขาทำได้ เราก็น่าจะลองทำบ้าง ตั้งแต่นั้นมาก็เลยฟอร์มวงในมหาวิทยาลัยและก็เล่นกัน

Openfest : ตั้งแต่พี่ต้าร์เริ่มเล่นดนตรีมาจนจะออกเทปรู้สึกว่ามันมีอุปสรรคอะไรบ้าง?

ต้า: อุปสรรค์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเวลาเอาเพลงให้เพื่อนฟัง หรือว่า ไปให้คนที่เราอยากให้เขารู้สึกชอบฟัง แล้วเขาเกิดไม่ชอบ หรือ เอาไปส่งค่ายเทปแล้วเขาไม่สนใจ มันก็เป็นอุปสรรค และ ก็มีอุปสรรคหลายเรื่องเช่น การอัดเสียงก็ไม่มีที่อัด ไม่มีทุน อะไรทำนองนี้ก็เป็นอุปสรรค์ที่เจอตลอดเวลา นอกจากนี้ก็เพื่อนๆทะเลาะกัน

Openfest : แล้วพี่ต้าผ่านอุปสรรคไปได้อย่างไร?

ต้า : เราก็ต้องมีเพื่อนๆ ในวงให้กำลังใจกันเอง อย่าทะเลาะกันเอง และ เราก็ต้องสู้กับมัน นึกซะว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายในการทำงาน ผมเชื่อว่า ถ้าเรามีความพยายามเหมือนที่เขาบอกว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แล้วมันก็จะเป็นวันของเราบ้าง คงไม่มีวันที่แพ้ตลอดเวลาหรอกครับ

Openfest : พี่ต้าคิดอย่างไรกับที่ปล่อยของออนไลน์ กับโครงการ Openfest?

ต้า : พี่ว่าดีนะ ไม่นานระบบของโลกจะเปลี่ยนไปใช้ระบบออนไลน์กันทั่วไปแล้ว คิดว่าถ้าเรามีผลงานดีๆ มีที่เผยแพร่ ก็น่าจะส่งมา บางทีอาจจะเจอเพื่อนๆ ที่ชอบแบบเดียวกันได้ง่ายขึ้น ดีกว่าการที่เราจะมานั่งเอาไปให้เพื่อนทีละคนๆ ฟัง อันนี้เขาสามารถคลิกไปฟังได้เลย

เพื่อนๆ หรือ น้องๆ ที่สนใจระบบออนไลน์ หรือว่ามีผลงานดีๆ ก็ส่งกันเข้ามาได้นะครับ การเริ่มต้นก็ชนะไปครึ่งนึงแล้ว ถ้าเกิดเรายังไม่เริ่มเราก็จะไม่รู้ว่าเรามีความสามาถพิเศษหรือเปล่า เพราะ งั้น ลองส่งผลงานเข้ามาดูนะครับ รับประกันว่ามันจะดีมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน

สิงหาคม 2549

กลับสู่หน้าหลัก OpenFEST

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

September 11, 2006

สัมภาษณ์ป๋าเต้ด Fat Radio

Pa_ted_2  Openfest : ป๋าเต้ดคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับการประกวดสื่อสร้างสรรค์ออนไลน์ Openfest

ป๋าเต้ด: โดยส่วนตัวก็รู้สึกดีใจทุกครั้งที่คนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่ได้โชว์ของ คือผมเชื่อเรื่องโอกาส คนที่มีฝีมือ คนที่มีความคิดดีๆ น่ะมีอยู่มากมาย เพียงแต่เราให้โอกาสเขามากๆ แล้วผู้คนจะได้เห็นฝีมือของพวกเขา คนที่ประสบความสำเร็จในแทบทุกๆ วงการถ้ามองย้อนลงไปที่จุดเริ่มต้นของเขา ถ้าไม่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นโอกาสอะไรสักอย่างก็ตามแต่เขาก็คงจะมาไม่ถึงจุดนี้ บางคนอาจจะมีความพร้อม มีผู้สนับสนุนที่ดี เขาก็สามารถหาโอกาสให้ตนเองได้ แต่บางคนก็ไม่มีอย่างนั้น เขาก็จำเป็นต้องได้รับโอกาสจากทางอื่น ดังนั้นการประกวด การเปิดพื้นที่ให้โอกาสคนเหล่านั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีเสมอ

Openfest : ถ้าเกิดป๋าเต้ดอายุ 15 จะส่งเข้าประกวดไหม?

ป๋าเต้ด: แน่นอนครับ

Openfest : จะส่งอะไร?

ป๋าเต้ด: พี่ก็จะมีพวกคลิปมือถืออยู่เต็มไปหมด ... ไม่ใช่ครับ พูดเล่น จริงๆ แล้วตอนอายุ 15 ผมชอบแต่งเรื่อง อาจจะเป็นพวกเรื่องสั้น และผมก็ชอบวาดการ์ตูนด้วย ตอนอายุ 15 ผมก็เริ่มแต่งเพลงบ้างแล้ว ผมก็มีของให้ปล่อยเต็มไปหมด แต่คงไม่มีวีดีโอ เพราะ สมัยนั้นมันก็แพงมาก

สิงหาคม 2549

Fats_3

กลับสู่หน้าหลัก OpenFEST

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  -

สัมภาษณ์ พี่เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ เลขาธิการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย

Thaiwriternetwork_logo เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยนั้นเป็นเครือข่ายของคนรุ่นใหม่ในแวดวงวรรณกรรมที่พึ่งเปิดตัวมาไม่นานมานี้เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2549 ถึงแม้ว่าเครือข่ายนั้นจะดูใหม่มากๆ แต่อย่างไรก็ดีตัวเครือข่ายเองนั้นก็เป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องมาจาก เครือข่ายหนังสืออิสระ หรือ Indy Book Net ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดงาน Indy Book Day (อันเป็นพื้นที่เฉพาะของสื่อทางเลือกหลากหลายแขนง) มาสามครั้งสามคราแล้วนั่นเอง

งาน Indy Book Day นั้นเกิดจากความคิดริเริ่มของ พี่เรืองกิตต์ รักกาญจนันท์ (ปัจจุบัน เลขาธิการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย) กับ พี่วาดรวี แห่งหนังสือใต้ดิน

ในตอนแรกสุด ทั้งสองได้คุยกันและเล็งเห็นความอัตคัดของพื้นที่ของสื่อทางเลือกในประเทศไทย แม้แต่ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเองพื้นที่ของหนังสือทางเลือกๆ หลายๆ อย่างก็มีแต่เพียงในหลืบเล็กๆ

... พื้นที่วรรณกรรมใหม่ๆ ต้องได้รับการเปิดโดยด่วนแต่ถ้าเรา “ไปแย่งพื้นที่แล้วก็เหนื่อย” เราก็ “สร้างพื้นที่เองดีกว่า”

... และแล้ว งาน Indy Book Day ก็เริ่มฟักตัว

งานในครั้งแรกนั้นจัดขึ้นที่ลานหน้ามาบุญครอง โดยทุนจากพี่ๆ สำนักพิมพ์ใหญ่ เช่น นานมีบุคส์ และทุนจากการ การขายหนังสือ “มิตรภาพ ความหวัง กำลังใจ” ซึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นจากเพื่อนๆ นักเขียนรวม 30 คนที่ส่งเรื่องมาช่วยกันประกอบเป็นหนังสือเพื่อระดมทุนกันคนละไม้คนละมือ

งานในครั้งแรกนั้นประกอบไปด้วยกิจกรรมมากมาย ทั้งการพูดคุยบนเวที การเล่นดนตรี การฉายหนัง (ในซุ้ม) และ ที่ขาดไม่ได้แน่นอนก็คือ การขายหนังสือทำมือและ สื่อนอกกระแสอื่น

มีการตอบรับงานครั้งนั้นอย่างน่าประทับใจไม่น้อย การจัดงานที่ลานหน้ามาบุญครองอีกครั้งในครั้งที่สองแหล่งทุนอย่าง สสส. ก็ได้ทำการตอบรับและสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์เช่นนี้ต่อๆ มา นอกจากนี้งานในครั้งที่สองนี้มีการไปจัดในต่างจังหวัดที่ เชียงใหม่ และ ภูเก็ตด้วย

อย่างไรก็ดีพื้นที่ตรงหน้ามาบุญครองนั้นไม่เหมาะสมเท่าใดนัก บรรยากาศตรงนั้น ไม่รื่นรมพอให้คนมาเสพงาน อย่างดื่มด่ำ

ในที่สุดงาน Indy Book Day ในครั้งที่สามจึงได้ย้ายมาจัดที่ สวนสันติชัยปราการ ซึ่งกว้างขวาง และ รื่นรมย์กว่าลานหน้ามาบุญครอง (จริงๆ มีความพยายามขอจัดงาน ณ ที่แห่งนี้แล้วตั้งแต่ครั้งแรก แต่ท่านผู้ว่ากทม. คนเก่าไม่อนุมัติ เมื่อมีการเปลี่ยนผู้ว่าฯ แล้ว การขอใช้ที่ทางของกทม. อย่างสวนสันติฯ นั้นก็เป็นได้ได้อย่างสะดวกขึ้นมาก)
เนื่องด้วยความเหมาะสมในพื้นที่ของงานครั้งนี้ กิจกรรมต่างๆ เช่นดนตรี และ ภาพยนตร์ ก็มีพื้นที่ๆ มากขึ้น

กลุ่มในการผลิตงานสร้างสรรค์ต่างๆ เช่น กลุ่ม โคตรอินดี้, กลุ่ม หนังสั้น 7 สถาบัน ฯลฯ ก็ได้มาเข้าร่วมแสดงผลงานในงานด้วยซึ่งงานในปีนี้ก็ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นเช่นเคย

... ปัจจุบันกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้นก็ได้ต่อเนื่องมาเป็นกิจกรรมของเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย

Indy Book Day ครั้งต่อไปจะ เริ่มที่ต่างจังหวัดตอนปลายปีนี้ (2549) และ จะต่อเนื่องมาจบที่กรุงเทพฯ ณ สวนสันติชัยปราการ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า (2550)

กลับมาที่เรื่องของเครือข่ายฯ กันต่อ  พี่เรืองกิตต์เล่าว่าในสมัยที่จัดงาน Indy Book day แล้วก็ได้เจอกลุ่มนักเขียนรุ่นใหม่และองค์กรต่างๆที่ทำงานอยู่แล้วในหลายๆ ด้าน องค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้อง จึงชวนมาคุยกัน และ ก็ได้กลายเป็นเครือข่ายฯ ในที่สุดจึงทำให้กิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำมาอยู่แล้วก่อนหน้านี้ ก็จะทำต่อไปในนามของเครือข่ายฯ เช่นงาน Indy Book Day เป็นต้น

ในด้านลักษณะของตัวกลุ่มสมาชิกเองนั้น พี่เรืองกิตติ์ได้กล่าวว่า เครือข่าย “เป็นการรวมตัวกันของ กลุ่มนักเขียนรุ่นใหม่, กลุ่มนักวิจารณ์รุ่นใหม่, กลุ่มนักกิจกรรม, กลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวกับแวดวงวรรณกรรม ไปจนถึงสำนักพิมพ์ของคนรุ่นใหม่”

ตรงนี้อยากให้สังเกต Keyword “รุ่นใหม่” ให้จงหนัก
“คนจะสงสัยว่ามี สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยแล้ว จะมีเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยทำไม คำตอบก็คือ สมาคมนั้นมีบุคลิกของความเป็นผู้ใหญ่อยู่สูงทำให้การเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่นั้นได้ขาดตอนไป”

“ตอนทำ Indy Book Net ค้นพบว่า การเชื่อมต่อของนักเขียนรุ่นเก่ากับใหม่นั้นขาดตอนไป จึงเกิดความคิดในการสร้างเครือข่ายเพื่อที่จะเป็นตัวเชื่อมประสาน ระหว่างนักเขียนรุ่นเก่ากับใหม่ขึ้น โดยทางเครือข่ายจะเป็นตัวประสานงานกับองค์กรอื่นๆ เพื่อให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมกับงานต่างๆ ขององค์กรทางวรรณกรรมรุ่นใหญ่ ฯลฯ”

ดังนั้นพันธกิจหลักอีกอย่างหนึ่งของทางเครือข่ายนอกจากเปิดพื้นที่ทางวรรณกรรมใหม่ๆ (ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่อเนื่องมา จาก Indy Book Net อยู่แล้ว) ก็คือ การเชื่อมประสานนักเขียนรุ่นเก่าเข้ากับรุ่นใหม่นั่นเอง

ในด้านการบริการงานนั้นในเครือข่ายได้จัดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการรักษาการด้านต่างๆ หลายต่อหลายด้านด้วยกันอาทิเช่น กรรมการรักษาการกิจกรรม, ประสานงาน, เหรัญญิก บัญชี ฯลฯ

ซึ่งเมื่อเครือข่ายนั้นมีการขยายตัวแล้ว คณะทำงานเหล่านี้ก็จะมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก  ในขณะนี้เครือข่ายมีสมาชิกหลักๆ อยู่ราว 20-30 ท่าน (ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของหลายกลุ่มด้วยกัน) และ รับสมัครสมาชิกเพิ่มอยู่
ทางเครือข่ายฯ นั้นก็มีปัญหาในการดำเนินการเหมือนกันคือเรื่องเวลา แต่ละคนเหมือนมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ว่างก็มาช่วยแต่ต่างก็มีภาระส่วนตัว อย่างไรก็ดีทางเครือข่ายนั้นก็มี Staff ประจำอยู่ 4-5 คนด้วยกัน

เครือข่ายพยายามจะมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมที่มีอยู่เร็วๆ นี้ ก็อาทิเช่น การทำหนังสือ “เขียนความดีที่หัวใจ” ให้สสส. ซึ่งจะออกช่วงเดือนตุลา, รายการวิทยุที่คลื่น 92.5 เวลาสี่ทุ่มถึงห้าทุ่ม วันอาทิตย์ และ งานประกวด เรื่องสั้น, บทกวี และ ดนตรี เนื่องในโอกาส 30 ปี 6 ตุลาคม

พี่เรืองกิตติ์นั้นมองอนาคตของทางเครือข่ายว่า
“อยากให้กว้างขึ้น อยากรู้จักคนอื่นๆ ที่ทำงานพวกนี้มากขึ้น จะได้มีการเชื่อมประสานร่วมงานและ แลกเปลี่ยนกันมากขึ้นส่วนใหญ่กลุ่มมันทำงานแล้วไม่ค่อยรู้กันว่าใคร ทำอะไร ที่ใหน อย่างไร?”

ในอดีตนั้นมีกลุ่มหนังสือทำมือต่างๆ มากมาย อาทิเช่นกลุ่ม Book by Hand, กลุ่มกากบาท ฯลฯ อย่างไรก็ดีกลุ่มเหล่านี้ก็ได้สลายตัวเมื่อกาลเวลาผ่านไป... แต่เมื่อมีกิจกรรมต่างๆ ขึ้น หลายคนนั้นก็ได้กลับมารวมตัวกันใหม่ เช่น การร่วมการจัดงาน Indy Book Day เป็นต้น

ในแง่นี้ทางโครงการ Openfest ของเราจึงขอเป็นพื้นที่หนึ่ง กิจกรรมหนึ่ง ที่จะเอื้ออำนวยให้ คนทำงานสร้างสรรค์นั้นได้มาแลกเปลี่ยนกันอีกครั้งบนพื้นที่เสมือน ให้การผลัดกันเขียน เวียนการอ่าน วานกันชม นั้นเป็นไปได้มากขึ้นสำหรับวงการวรรณกรรม และ วงการสร้างสรรค์อื่นๆ

หากผู้ใดสนใจข้อมูลเพื่มเติมของทางเครือข่ายสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.thaiwriternetwork.com

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ พี่เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ เลขาธิการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย

เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ส.ค. 2549

โดย อธิป จิตตฤกษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Openfest

กลับสู่หน้าหลัก OpenFEST

August 14, 2006

กฏกติกา

รายละเอียดและกติกาการประกวด

Open Fest Contest การประกวดการสร้างสรรค์สื่อดิจิตอล



THEME : หัวข้อเปิดกว้างที่สะท้อนเกี่ยวกับสังคม หรือสิ่งแวดล้อม
การประกวดแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก 9 ประเภทย่อย

1 ภาพเคลื่อนไหว (ไปยังหน้ากติกาของประเภทนี้)
2 ภาพนิ่ง (ไปยังหน้ากติกาของประเภทนี้)
3 ดนตรี (ไปยังหน้ากติกาของประเภทนี้)
4 งานเขียน (ไปยังหน้ากติกาของประเภทนี้)



คุณสมบัติส่วนตัวของผู้สมัคร

1 อายุไม่เกิน 28 ปีบริบูรณ์ และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานที่ตัวเองส่งมา

2 ห้ามนำผลงานของผู้อื่นหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้วมาส่งเด็ดขาด เพราะนอกจากจะถูกตัดสิทธิ์แล้วยังอาจถูกดำเนินคดีโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์


เกณฑ์การตัดสิน
ผลงานที่ท่านส่งมาประกวดนั้นจะได้รับการตัดสินจาก คณะกรรมการของเราภายใต้ หลักเกณฑ์ดังนี้

1 ความคิดสร้างสรรค์ Creativity –ความสร้างสรรค์ ความแปลกใหม่ของผลงาน

2 การสื่อสาร Communication–ความสามารถในการสื่อสารความคิด ผ่านผลงานได้อย่างชัดเจน

3 คอนเซ็ปต์ Concept – ความตรงประเด็นระหว่างเนื้อหาใจความกับหัวข้อการประกวด

4 สุนทรียะ Aesthetic–ความสวยงาม หรือ ความไพเราะของงาน

หลักเกณฑ์ทั้งสี่นี้จะมีคะแนนรวมกัน 100 คะแนน โดยแบ่งเป็น 25 คะแนนในแต่ละส่วน ผู้มีอำนาจชี้ขาดในการให้คะแนนก็คือ คณะกรรมการ ผู้มีความรู้ความเข้าใจในแต่ละแขนงที่เราได้เรียนเชิญมาเพื่อร่วมกันตัดสินสาขาละ 3 ท่าน เพื่อความเป็นธรรมที่สุด

รางวัล
รางวัลสำหรับผู้ชนะทั้ง 9 ประเภท จะได้รับรางวัลดังนี้

1 รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษา 10,000 บาท

2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษา 5,000 บาท

3 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษา 3,000 บาท

4 รางวัล Popular Vote อีกประเภทละ 1 รางวัล รวมทั้งสิ้น 9 รางวัล สำหรับผลงานยอดนิยมที่ได้รับการโหวตสูงสุดผ่านเว็บไซท์

5 รางวัลสุดยอดนักโหวต รางวัลพิเศษสำหรับผู้ที่เข้ามาโหวตมากที่สุด ในช่วง 2 เดือนของการประกวด

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทุกประเภท ประเภทละกี่ชิ้นก็ได้ ตามความสามารถ แต่โอกาสได้รับรางวัลในแต่ละประเภทจะมีเพียง 1 รางวัลเท่านั้น หากผู้เข้าประกวดท่านนั้น ได้คะแนนอันดับ1 และ อันดับ2 ในประเภทเดียวกัน กรรมการจะตัดสินให้รับรางวัลอันดับ 1 หรือรางวัลที่สูงกว่าเพียงรางวัลเดียวเท่านั้น ส่วนผลงานอันดับรองลงมาของท ่านจะได้รับการประกาศ ว่าเป็นผลงานอันดับที่ 2 แต่จะไม่ได้รับเงินรางวัล ส่วนผู้ได้คะแนนสูงในอันดับต่อๆ มา จะถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 และ 3 โดยได้รับเงินรางวัลของอันดับนั้นๆ แทน


การส่งผลงาน
เราจะรับผลงานของท่านผ่านการโพสต์ลิงค์ของท่านในเว็ปไซต์ของเรา
อ่านคำแนะนำการส่งผลงานแต่ละประเภท คลิกที่นี่

ข้อตกลงและเงื่อนไข
(สำคัญมากผู้สนใจส่งผลงาน เข้าประกวดทุกท่านต้องอ่าน)
ทีมงาน Open fest. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปิดโลกสร้างสรรค์ออนไลน์ เพื่อแสดงผลงานให้ผู้อื่นเข้าชมได้ ในขณะเดียวกันท่านก็สามารถเข้าถึงผลงานของผู้อื่นได้เช่นกัน จะเป็นผลดีแก่วงการงานสร้างสรรค์โดยรวม

ดังนั้นผลงานที่ส่งเข้าประกวด ทุกชิ้น จึงถือว่าได้รับอนุญาติจากท่านให้เผยแพร่ และทำซ้ำได้
ในระดับสาธารณะ ซึ่งรวมไปถึงการดาวน์โหลดงานของท่านไปใช้งานส่วนบุคคลด้วย เช่นการดาวน์โหลดวีดีโอคลิปไปดู ดาวน์โหลดเพลงไปฟัง เป็นต้น หากนั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านพึงประสงค์หรือต้องการสงวนลิขสิทธิ์ไว้ใช้ในระดับส่วนบุคคลเท่านั้น กรุณาอย่าส่งผลงานของท่านมาให้เรา เพราะทางเราจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ท่านยังรักษาสิทธิในการดัดแปลงและแสวงกำไรจากชิ้นงาน ของท่านอย่างเต็มที่ นั่นหมายความว่าท่านสามารถดำเนินการ ทางกฎหมายกับผู้ที่ละเมิดสิทธิของท่านได้ตามที่กฎหมายกำหนด
อ่านรายละเอียดเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์เพิ่มเติม คลิกที่นี่