เมื่อวานได้ไปเสวนาเรื่องอินเทอร์เน็ตปลอดภัยสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน ที่งาน Young Expo เป็นการคุยแบบวงเล็กประมาณ 10 คนประกอบไปด้วยผู้ปกครอง เด็กมหา'ลัย geek ทีมของแผนงาน ทีมปลาวาฬ คนเดินผ่าน หลังจากที่ได้คุยกันนาน 3 ชม.อย่างเมามันท่ามกลางเสียงวุ่นวายนอกร้าน เพราะจัดตรงข้ามกับป้อมพระสุเมร์ซึ่งเสียงดังมากๆ ก็ได้ข้อสรุปทั่วๆไปดังนี้
1. เรื่องนโยบายป้องกันภัยเน็ตต่างๆ เรื่อง block ก็ยังต้องมีอยู่ พัฒนาให้ดีขึ้น แต่ไม่มีทางเพียงพอ เพราะเด็กก็ยังมีความต้องการการยอมรับ ความอยากรู้อยากเห็นอยู่ดี และเทคโนโลยีก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเข้าถึงเว็บ /ชุมชนออนลไน์ที่อันตรายง่ายขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีทางควบคุมได้
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พ.ม. ก็คือ
• ตักเตือน ปิดป้อง เว็บไซต์และบริการออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม โดยการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ. คุ้มครองเด็ก โดยประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงศึกษาธิการ ให้เกิดกลไกในลักษณะคณะทำงานร่วมเพื่อดูแลกรณีร้องเรียนต่างๆ ให้สามารถตักเตือน เรียกปรับ และดำเนินการทางกฏหมายกับเจ้าของเว็บไซต์และผู้ให้บริการออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• บังคับให้ผู้ให้บริการเนื้อหาออนไลน์ ต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ที่ชัดเจน เช่น ไม่เปิดเผยข้อมูลเด็กไม่ว่ากรณีใดๆ
• ประกาศรายชื่อเว็บไซต์และบริการออนไลน์ที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม เพื่อให้เป็นที่รับรู้ของสังคมโดยเฉพาะพ่อแม่ ผู้ปกครองและครู อันจะนำไปสู่การร่วมดูแลเยาวชนในความปกครอง และร้องเรียน ให้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบต่อไป
2. ทุกท่านเห็นตรงกันมากๆๆ ว่าทางออกที่จริงจังและยั่งยืนก็คือ การดึงเอาการอยากได้รับความยอมรับ และความอยากลองอะไรใหม่ๆของคนรุ่นใหม่ ไปสร้างให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ออนไลน์ คุณกานต์จาก iNET เล่าว่าเขาเห็นเด็กเล่นกีตาร์โชว์ประมาณ 5 นาทีบน youtube.com ซึ่งเป็นไซต์สำหรับปล่อยวิดิโอทำเอง คลิปนั้นเป็นที่นิยมมากคือมีคนดูมากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก พี่นัทตัวแทนผู้ปกครองก็เห็นด้วย ว่าจริงๆเด็กสมัยนี้มีทักษะหลายๆอย่างที่แสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ แต่ไม่มีที่ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ซึ่งมีแค่เข้ามาทำการบ้าน คุยกันเพื่อน หรือไม่ก็ดูอะไรที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น เพราะรู้จักอยู่แค่นั้น ซือก็เลยเล่าเรื่อง OpenFEST.net ที่กลายเป็นที่ปล่อยของออนไลน์ในเชิงสร้างสรรค์ไปแล้วมีงานประมาณ 600 ชิ้นจากเด็กหลายๆคนโยนมาให้คนอื่นดู ส่วนไป๋เล่าถึง learners.in.th ที่เปิดตัวไม่ถึงสองเดือนก็มีคนดูเป็นแสนครั้ง มีคนมา blog เรื่องราวการเรียนรู้ทั้งอาจารย์ เด็กมหา'ลัยเยอะแยะ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเมืองไทยก็เกิดขึ้นได้ เป็น learning 2.0 เต็มขึ้นที่แรกของโลก หลายๆคนก็ผงกหัวเห็นด้วยว่า แม้จะมีพื้นที่ดีๆอย่างนี้ก็ต้องรีบสร้าง critical mass โดยเร็ว คือต้องรีบให้คนรุ่นใหม่รู้จัก และใช้งานพื้นที่ประมาณนี้เป็นวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันยังกระจัดกระจายในเน็ท
3. ข้อสรุปอีกข้อก็คือต้องพยายามค้นหา business model ที่จะทำให้พื้นที่เหล่านี้โตได้อย่างยั่งยืน โดยช่วงเริ่มต้นอาจจะต้องมีการสนับสนุนเป็นเงินให้เปล่า หรือ sponsor ในรูปแบบต่างๆ เช่นกองทุนอินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์ โดยให้ผู้ปกครอง และ หน่วยงานที่สนใจเห็นประโยชน์มาช่วยกัน contribute ด้วย ไม่งั้นไม่มีทางขยายพื้นที่ดีให้ไล่ทันหรือเอาชนะพื้นที่ร้ายได้อย่างแน่นอน
4. ทั้งเรื่องการให้เด็กผู้ปกครองครูรู้เท่าทันภัยอินเทอร์เน็ต หรือใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์นั้น ผู้เข้าประชุมเห็นว่าได้มีการพัฒนาองค์ความรู้กับกลุ่มตัวอย่างมาซักปีหนึ่ง น่าจะวางแผนประชาสัมพันธ์ครั้งใหญ่ เป็นเคมเปญใหญ่ที่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ผ่านสื่อต่างๆได้แล้ว
มิฉนั้นก็จะยากต่อการขยายผลให้้ผู้คนสนใจเป็นวงกว้าง
5. สาวนักศึกษามหาวิทยาลัยได้ให้ความเห็นอีกข้อหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งข้อสรุปของการประชุมก็คือ เรื่องความอยากรู้อยากเห็นทางเพศนั้น ไม่สามารถแก้ได้โดยดึงให้ไปทำเรื่องสร้างสรรค์อย่างเดียว ต้องตอบสนองให้ถูกจุดจริงๆด้วย จึงควรพัฒนาวิธีการที่จะทำให้เยาวชนสามารถเข้าใจ เรื่องเพศสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งจริงๆจังไม่น่าเบื่อในโลก cyberspace ด้วย อาจจะเป็น web เป็นเกมส์ อะไรซักอย่างที่นำเสนอแล้วตรงกับจริตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทีมงานก็รับไปประสานกับแผนงานสุขภาวะทางเพศของ สสส. ให้ว่าจะทำอะไรต่อได้บ้าง
Comments