ขอบฟ้าเลือด
พระอาทิตย์กำลังจะตกลงบนขอบฟ้าสกปรกของกรุงเทพฯ
นิดเดินเล่นอยู่ที่ระเบียงชั้น 13 ของคอนโดหรูแถวสีลม ในมือถือขวดไวน์แดง
ในขณะที่พยายามจะปีนกระไดหนีไฟขึ้นไปบนดาดฟ้า กว่าจะขึ้นไปถึงก็เล่นเอาหอบแถบแย่....
เมื่อถึงดาดฟ้านิดก็เปิดขวดไวน์แดงแล้วรินลงไปในแก้วหรูที่ใส่เป้ขึ้นมาด้วย
เธอยกแก้วขึ้นดุจกำลังฉลองกับหมู่เพื่อน
“แด่ความเหงา กรุงเทพฯ และตัวฉัน”
จากนั้นเธอก็หมุนตัวไปเรื่อย ยกแก้วขึ้นทักทายกับตึกสูงมากมายที่อยู่ 360 องศารอบตัวเธอ
เธอเห็นนกตัวหนึ่งบินผ่านมาแต่ก็ไม่ทันจะยกแก้วขึ้นทักทายก็บินหายลับไปเสียแล้ว
เธอจิบไวน์ไปจิบหนึ่งแล้วก็เดินไปที่ปลายข้างหนึ่งของดาดฟ้า
เธอมองไปข้างหน้าช่างเป็นภาพที่เธอรู้สึกดี...
แสงอาทิตย์ตอนกำลังจะตกดินสะท้อนกับผิวตึกมายมายหลากสี
ทั้งเหลืองแก่ สีส้ม สีแดง และยังแถมด้วยแสงเงาดุจเธอกำลังอยู่
ในภาพเขียนของจิตรกรที่กำลังรู้สึกโรเมนติก สายลมเย็นๆยังพัดสยายผมของเธอ
ดุจเส้นไหมที่กำลังพลิ้วอยู่อย่างอิสระ
“โมเน่...”
เธอคิดไปถึงภาพยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ที่จิตกรวาดจากความประทับใจในวินาทีนั้นๆ
โดยไม่ใส่รายละเอียดอะไรมากนัก... คิดได้ดังนั้นเธอก็ถอดแว่นออก
แล้วมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยตึกมากมายของกรุงเทพฯอีกครั้ง
มันช่างเป็นภาพที่เบลอๆและสวยงามเสียนี่กระไร
ทุกอย่างพร่ามัวไปหมด เส้นที่แบ่งขอบสิ่งต่างๆทั้งตึก สิ่งของ คน
และท้องฟ้าดูจะเบลอผสมปนเปกัน ไม่มีอะไร
แยกกันชัดเจน สีที่แบ่งเฉดไว้ชัดก็เริ่มไล่กันไปจากเหลือแก่เป็นแดงส้ม
เธออดคิดไม่ได้ว่าไอ้เส้นบางๆคมๆที่แบ่งทุกสิ่งทุกอย่าง
ออกจากกันนั้นมีจริงหรือเปล่า หรือมันเป็นเพียงภาพลวงตาที่หลอกเรา
ให้แยกทุกอย่างออกจากกัน...
โดยเฉพาะเส้นที่แบ่งแยกตัวตนของเธอและโลกของทุกๆสิ่งรอบข้าง
หรือเส้นบางๆคมๆบ้าๆที่ทำให้ทุกๆอย่างชัดเจนนั้นเป็นที่มาแห่งความแปลกแยก?
เธอค่อยๆยกแก้วที่ยังมีไวน์แดงอยู่ครึ่งแก้วขึ้นมา
แล้วมองผ่านแก้วนั้นลงไปยังเบื้องล่าง... ทุกอย่างเป็นสีแดงเลือด..
ภาพวิวตึกและขอบฟ้าที่เคยสวยงามกลับกลายเป็นความน่ากลัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ทุกๆอย่างเหมือนเดิมเพียงแต่ผ่านการมองที่แตกต่างกัน
แต่เธอกลับรู้สึกชอบใจในอารมณ์ดิบที่กำลังเกิดขึ้น
เธอเห็นชายจีนแก่ๆวิ่งอยู่บนระเบียงแคบๆที่ติดลูกกรงของตัวเองบนตึกแถว
เขาวิ่งไปกลับหลายสิบรอบ แต่ละรอบเห็นจะไม่เกิน 50 ก้าว
แล้วนกตัวเดิมก็บินผ่านมาพร้อมๆกับกระพือปีกหลายครั้ง เธอรู้สึกสังเวช
กับชะตากรรมของมนุษย์ในเมืองและอิจฉาความเป็นอิสระของนกตัวนั้น
เธอสงสัยว่ามีสัตว์ชนิดไหนนอกจากมนุษย์ที่ขังตัวเองอยู่ในโลกสมมติ
ทั้งในจินตนาการและกายภาพ ดังเช่นชายแก่คนนั้นที่วิ่งไปมาอยู่ในกรงขังที่ตัวเองใส่เข้า
ไปเอง เธอรู้สึกเหมือนเห็นลิงอยู่ในสวนสัตว์
เธอยกแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มอีกครั้ง... คราวนี้เฮือกเดียวหมดแก้ว
เธอมองลงไปที่ภาพตึกสูงสง่างามรอบตัวเธออีกครั้ง
แต่เมื่อครั้นมองต่ำลงไปก็พบกับสลัมและบ้านที่มีสภาพ
สกปรกเละเทะไปทั่วเนื้อที่เบื้องล่าง เธอรู้สึกเหมือนกับว่าบรรดาตึกที่สูงสวยงามนั้น
งอกขึ้นจากรากและพื้นที่สกปรกและเลวร้าย เธอสงสัยว่านี่เป็นความจริงของชีวิต
ในเมืองกรุงฯหรือไม่ที่ความสวยงามและทุกอย่างที่ผูกขึ้นมาเป็นความเสน่ห์หา
ของชีวิตเมืองนั้นมีรากเดียวที่ยึดทุกอย่างเอาไว้คือการหาประโยชน์เข้าตัวซึ่งเป็นที่มา
ของวิถีชีวิตแห่งการแข่งขันของอารยะชน? ทุกๆคนทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
เป็นหลักตั้งแต่เกิดจนตาย.... เราทุกคนเป็นเพียงใบไม้ใบเล็กๆแห่งต้นไม้ระยำนี้หรือไร?
เธอเห็นเมฆหมอกค่อยๆเคลื่อนที่ต่ำมาปกคลุมบรรดาสลัมเบื้องล่าง
ทำให้ดูเหมือนกับว่าตึกนั้นผงาดขึ้นมาจาก
เมฆหมอกสีแสดแดงที่ต้องแสงอาทิตย์ในเวลาเช่นนี้
สายลมเย็นพัดมาโอบกอดเธอไว้ ทุกอย่างดูจะสมบูรณ์ที่สุด
นอกจากความแปลกประหลาดของเมฆหมอกที่เคลื่อนที่ต่ำและหนาขนาดนี้
เธอค่อยๆเอนกายลงนอนแล้วมอง
ตรงขึ้นไปสู่ท้องฟ้า
ทันไดนั้นเธอได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนค่อยๆดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง
ยิ่งเสียงดังขึ้นเธอก็ยิ่งเสียวสันหลังจาก
เสียงร้องที่แสดงความเจ็บปวดแสนสาหัสของเจ้าของเสียง
มันก้องไปหมดในโสตประสาทของเธอ เธอเริ่ม
สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงนั้นมาจากผู้คนนับหมื่นนับแสนทั้งผู้หญิง
ผู้ชาย และเด็ก บทเพลงแห่งความเจ็บปวด
นี้ดังขึ้นเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เธอเริ่มสั่นไปทั้งตัวด้วยความกลัว
และสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เธอค่อยๆคลานไป
ยังปลายข้างหนึ่งของดาดฟ้าแล้วค่อยๆเผยอหน้าออกไปดู...
ภาพที่เธอเห็นทำให้เธอผงะช็อกไปในทันที
ดวงตาเบิ่งโตของเธอกำลังจ้องไปยังภาพตึกสูงแห่งกรุงเทพฯที่สวยงามอยู่เมื่อครู่
หากบัดนี้กลับถูกโฉลมให้เป็นสีแดงคล้ายกับที่เธอมองผ่านแก้วไวน์ของเธอแต่
ตอนนี้มันกลายเป็นภาพจริงๆ เธอเห็นเหล่าตึกสูงรอบๆตัวเธอ
กลายเป็นสีแดงเลือดจากบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นของเหลวสีเลือด
ที่ไหลออกมาจากตัวตึกเองจากทุกๆหน้าต่างของทุกชั้น
เสียงกรีดร้องที่โกลาหลของผู้คนดุจกำลังโดนเชือดค่อยๆซาลง
เธอสงสัยว่าของเหลวสีเลือดนั้นคืออะไรกัน เธอมองกลับไปยังชายจีน
ที่วิ่งอยู่บนตึกแถวของตนเมื่อตะกี้ เธอไม่เห็นร่างกายของเขาอยู่ตรงนั้นอีกต่อไป
แต่มันมีอะไรซักอย่างกองอยู่ ณ. ตรงนั้น เธอสวมแว่นของเธอแล้วมองกลับไป
สิ่งที่เธอเห็นเป็นเศษชิ้นเนื้อเปื้อนเลือดที่หุ้มกระดูกที่กระจัดกระจายอยู่เป็นวงแคบๆ
รอบๆเสื่อผ้าที่ชายแก่คนนั้นสวมใส่อยู่ไม่นานมานี้ เลือดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
จนทำให้พื้นตรงนั้นกลายเป็นสีแดงเลือดไปทั้งหมด และ...
เธอเห็นเลือดค่อยๆหยดไหลลงจากระเบียงตึกแถวนั้นสู่เบื้องล่าง
จากสภาพเนื้อและการกระจายของเลือดที่เธอเห็น
มันเหมือนกับว่าเลือดระเบิดร่างของชายแก่คนนั้นออกมาจากข้างใน...
เธอเริ่มไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง เธอไม่อยากจะเชื่อความคิดของเธอ
ที่ดูเหมือนจะบอกเธอว่าเสียงหวีดร้องโหยหวนเมื่อครู่คือเสียงของคนนับแสน
หรืออาจจะนับล้านที่ร่วมชะตากรรมเดียวกับชายแก่ที่เธอเห็น เธอค่อยๆ
กวาดสายตาไปรอบๆ เธอเริ่มเห็นซากศพของคนมากมาย
ที่มีสภาพเหมือนกับเศษเนื้อหุ้นกระดูกเต็มไปด้วยเลือด
บ้างก็อยู่บนระเบียงตัวเองข้างๆแก้วน้ำชา บ้างก็อยู่ติดกันเหมือนกับเป็นครอบครัว
เลือดชโลมไปทั่วตึกย่านสีลม เธอยังเห็นเลือดไหลเป็นสายลงมาจากประตูหน้าต่าง
ของตึกทุกตึกรอบๆ เธอเริ่มได้กลิ่นคาวเลือดโชยมาปะทะจมูกเธอ
แต่เมื่อเธอมองไปยังขอบฟ้าสีแดง และเหล่าตึกระฟ้าที่กลายเป็นสีเลือด
ซึ่งประหนึ่งว่าพุ่งขึ้นมาจากเมฆหมอกสีแสดเบื้องล่าง
เธอรู้สึกสงบขึ้นมาอย่างประหลาด ความหวาดกลัวหายไปอย่างสิ้นเชิง เธอไม่เข้าใจตัวเองว่า
ทำไมเธอถึงรู้สึกผ่อนคลายและนิ่งขึ้นมาเสียเฉยๆ
เธอรู้สึกว่าภาพที่เธอเห็นนั้นช่างสวยงาม เสียงความวุ่นวายแห่งมหานครหายไป
เหลือเพียงเสียงของลมและเหล่านกกา ทุกอย่างดูเหมือนเป็นภาพที่หยุดนิ่งซึ่งเปี่ยมไปด้วย
ความสงบเงียบกลมกลืนและสวยงาม ไม่มีความกังวลใดๆอีก
เธอไม่มีความอยากรู้อีกต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเพราะอะไร
เธอยกขวดไวน์แดงขึ้นมารินใส่แก้วอย่างช้าๆ
เธอค่อยๆดื่มของเหลวสีแดงนั้นจนหมดไปพร้อมๆกับแสงสุดท้าย
ของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ถูกชำระแล้วด้วยรสเลือดแห่งมหานคร....