เมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้ไปประชุมเตรียมงาน YouFEST ซึ่งมีคนที่น่าสนใจมาคุยกัน มี mark กานต์ ปกป้อง อาร์ต ไป๋ และ ผม ซึ่งก็คุยกันเรื่อง concept งานทั่วๆไปได้ข้อสรุปว่าจะทำคล้ายๆ pecha ที่ bioscope จัด ก็คือให้คนพูดประมาณ 20 คน แล้วพูดคนละไม่เกิน 5-7 นาที ซึ่งก็มักจะได้โคตรเนื้อกันเลยทีเดียว โดยจะมีการคละกลุ่มคนพูดจากสาย IT ไปเลยไปจนพวกที่ทำเรื่องสังคมเยอะหน่อย
พอเวียนกันพูดจบก็จะมีการแบ่งห้องแยกไปคุยตามความสนใจแล้วกลับมา brief ให้กลุ่มรวมฟังก่อนปิดงาน มีแนวคิดว่าจะทำ tagging กันในงานโดยให้ดูว่าชื่ออะไร ทำงานที่ไหน สนใจอะไร รู้จักใคร และอะไรคล้ายๆ blog tag ด้วยเพื่อความสนุกสนานและให้รู้จักกันมากขึ้น แล้วมาดูว่าจะทำ social network analysis (SNA) ให้คนตื่นเต้นตอนจบงาน คือเอาแผนที่ความสัมพันธ์ของคนในงานที่กรอกมาตอนแรกมาโชว์แบบ visual ให้เห็นชัดๆเลย น่าดีใจที่มีคนสนใจเรื่อง SNA ซึ่งทาง TRN พยายามพลักดันให้มีคนใช้แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจเท่าไหร่
ในวงคุยกันค่อนข้างมันส์คือวนๆอยู่สองสามเรื่อง คือเรื่อง apple iphone เรื่องอินเทอร์เน็ตว่ามันคืออะไรกันแน่ในหลากหลายมุมมองมีทั้งแบบ IT แบบเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ แล้วก็มีคนพูดเยอะว่าการจัดการเครือข่ายสังคมต้องใช้ SNA มาช่วย ซึ่งพอให้ดู white paper เรื่อง SNA แบบไทยๆที่ไป๋กับตุลทำทุกคนก็ตื่นเต้น จริงๆน่าสนใจมากว่าเรื่องประเภทนี้รวมไปถึงแนวคิดการทำ peer to peer Wifi ของกานต์ ฯลฯอื่นๆนั้นปกติคนทั่วไปจะไม่สนใจ แต่พอให้กลุ่มคนที่คิดอะไรคล้ายๆกันมาคุยกันก็เกิดอะไรขึ้นเยอะมากๆๆๆ คือมันต่อยอดความคิดกันไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าจะต้องทำให้เกิดบรรยากาศแบบนี้ใน YouFEST ให้ได้เพราะจะได้เกิดการแลกเปลี่ยนและกรุยทางความคิดใหม่ๆด้วยกันได้
พอสามทุ่มเป๋งทุกคนก็แยกกันกลับหายตัวหมดอย่างรวดเร็วมากๆเหมือนๆกันเรื่องเทพนิยายตอนเด็กๆ
จริงๆระหว่างรอประชุมได้ไปที่ร้าน classik ตรงข้างๆ kino emporium ซึ่งมีแผ่น CD และ DVD เพลง classic เยอะมากๆ และคุณภาพดีมากๆ ผลก็คือเสร็จเลยเงินเดือนๆนี้ เดินออกมาพร้อมแผ่นแพงหูดับ 3-4 แผ่น เป็น DVD Miserly Knight ของ Rachmaninov , The Trout / The greatest loves and the greatest sorrows - Schubert, The Magic Flute - Mozart, The Flying Dutchman - Wagner ยังไม่พอเดินไปร้านขาย CD ข้างๆซื้อรวม J. Dupre หกแผ่นมาอีก
ช่วงนี้กลับมาบ้าเพลง classic อีกรอบหลังเปลี่ยนหูฟัง ipod ทำให้ค้นพบความกว้างลึกของเพลงที่เพลงแบบอื่นๆเทียบยาก คราวนี้เลยต้อง rip file ให้มี bit rate ไม่ต่ำกว่า 192 ซื้อหู AKG K-66 หูราคาถูกแต่เทียบรุ่นใหญ่ได้ กระเป๋าก็เลยฉีกๆๆๆๆ แต่ยังดีไป rip แผ่นเพลงclassic ของพ่อมาเกือบร้อยแผ่นได้แบบฟรีๆ ก็เลยคิดว่าน่าจะทำอะไรคล้ายๆ YouFEST หรือ pecha แต่เป็นสำหรับคนฟังเพลง classic จะได้มาเจอกันและมาแลกเปลียน rip กันคงสนุกมากๆแน่
Posted at 05:14 PM in youfest | Permalink | Comments (1) | TrackBack (0)
การ brain storm นั้นคือการเทสมองมารวมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากหากจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะ
1. ปกติแต่ละกลุ่มก็จะคุยกันตามที่คนซึ่งพูดเก่งหรือมีไอเดียเรื่อยๆ ซึ่งชี้นำกลุ่ม ซึ่งย่อมจะทำลายโอกาสที่จะนำมาซึ่งไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆซึ่งจะเกิดจากความคิดเล็กๆน้อยๆของทุกคนที่มีประสบการณ์ความสนใจและชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
2. ในการสนทนาทั่วๆไปนั้นจะมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจมีความคิดอะไรดีๆที่น่าสนใจแต่ว่าไม่ค่อยกล้าพูด หรือมีแนวคิดแตกต่างมากๆกับคนอื่นๆ หรือพูดไม่ทัน หรือไม่คิดว่าความคิดนั้นๆสำคัญพอที่จะพูดในกลุ่ม ฯลฯ ซึ่งทำให้ไอเดียจากคนเหล่านี้หายไปเลยเวลาคุยในกลุ่ม
3. นอกจากนั้นคนส่วนใหญ่จะสามารถคิดได้อย่างดีเวลามีสมาธิซึ่งมักจะไม่เกิดเวลาคุยกันในกลุ่ม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นมากที่จะต้องให้เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ใช้เวลาซักนิดหน่อยนาทีสองนาทีในการคิดอยู่คนเดียวอย่างต้องใจเพื่อสามารถนำเสนอมายังกลุ่มได้เมื่อได้เริ่มคุยกัน
ด้วยเหตุเหล่านี้การสนทนาที่เรียกว่า brain storming ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย สถาบัน และหน่วยงานองค์กรต่างๆจึงมักมีประสิทธิภาพและผลิตผลไม่ได้แตกต่างไปจากการเม้ากันของแม่ค้าในตลาดสดเท่าใดนัก ซึ่งทั้งเสียเวลา เสียเงิน เสียสมองโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น post-it หลากสีจึงเป็นเครื่องมือง่ายๆที่ช่วยบรรเทาปัญหาสามข้อที่กล่าวมาครับ วิธีก็คือ
1. ก่อนที่จะเทสมองเรื่องอะไรหรือประเด็นอะไรสำคัญๆนั้นควรให้เวลาที่ประชุมสัก 2-3 นาทีอย่างน้อยเพื่อที่จะคิดว่าตัวเองมีความเห็น มีทางออกกับประเด็นที่คุยๆอยู่นั้นอย่างไร แล้ให้แต่ละคนเขียนความคิดนั้นซึ่งยิ่งเป็น big idea ได้ก็ยิ่งดีลงบน post-it
2. แต่ละคนแปะ post-it ไว้ที่บอร์ดหรืออะไรซักที่ซึ่งทุกคนสามารถดูได้โดยง่าย
3. แต่ละคนเล่าแนวคิดของตัวเองทีละคนอย่างสั้นกระชับต่อเนื่องกันไปจนหมด
4. ที่ประชุมช่วยกันจัดหมวดหมู่ความคิดเหล่านั้นเป็นกลุ่มๆ โดยย้าย post-it ไปมาให้เป็นกลุ่มก้อน
5. ที่ประชุมช่วยกันยุบรวม หรือเสนอไอเดียเพิ่มเติมจากไอเดียที่มีอยู่
6. ที่ประชุมพยายามสรุปว่าไอเดียสำคัญๆที่ได้รวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ จากทุกๆคนแล้วว่ามีอะไรบ้าง เป็นอย่างไร
และ 6 ขั้นนี้ก็เป็นวิธีง่ายๆที่จะช่วยให้เราสามารถใช้ความพิเศษ มุมมองพิเศษอันเป็นความเฉพาะที่แต่ละคนมีอยู่มาสร้างสรรค์ให้เกิดไอเดียที่แปลกใหม่มีความเป็นนวัตกรรมและแก้ปัญหาต่างๆได้โดยสนุกสนาน อย่ามองข้ามความพิเศษเฉพาะตัวของมุมมองแต่ละคนที่มาร่วมประชุม แม้แต่ตัวเองครับ การ brain-storm ที่ดีนั้นควรจะทำให้เกิดความตื่นเต้นประหลาดใจว่าตัวเองก็สามารถรับฟังคนอื่นได้อย่างไม่เคยทำได้มาก่อน และที่สำคัญกว่านั้นก็คือตนเองสามารถคิดอะไรดีๆที่แม้แต่ตัวเองก็คาดไม่ถึงครับ
ลองดูนะครับ
Posted at 04:09 AM | Permalink | Comments (0) | TrackBack (0)
เมื่อวานได้ไปเสวนาเรื่องอินเทอร์เน็ตปลอดภัยสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน ที่งาน Young Expo เป็นการคุยแบบวงเล็กประมาณ 10 คนประกอบไปด้วยผู้ปกครอง เด็กมหา'ลัย geek ทีมของแผนงาน ทีมปลาวาฬ คนเดินผ่าน หลังจากที่ได้คุยกันนาน 3 ชม.อย่างเมามันท่ามกลางเสียงวุ่นวายนอกร้าน เพราะจัดตรงข้ามกับป้อมพระสุเมร์ซึ่งเสียงดังมากๆ ก็ได้ข้อสรุปทั่วๆไปดังนี้
1. เรื่องนโยบายป้องกันภัยเน็ตต่างๆ เรื่อง block ก็ยังต้องมีอยู่ พัฒนาให้ดีขึ้น แต่ไม่มีทางเพียงพอ เพราะเด็กก็ยังมีความต้องการการยอมรับ ความอยากรู้อยากเห็นอยู่ดี และเทคโนโลยีก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเข้าถึงเว็บ /ชุมชนออนลไน์ที่อันตรายง่ายขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีทางควบคุมได้
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พ.ม. ก็คือ
• ตักเตือน ปิดป้อง เว็บไซต์และบริการออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม โดยการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ. คุ้มครองเด็ก โดยประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงศึกษาธิการ ให้เกิดกลไกในลักษณะคณะทำงานร่วมเพื่อดูแลกรณีร้องเรียนต่างๆ ให้สามารถตักเตือน เรียกปรับ และดำเนินการทางกฏหมายกับเจ้าของเว็บไซต์และผู้ให้บริการออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• บังคับให้ผู้ให้บริการเนื้อหาออนไลน์ ต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ที่ชัดเจน เช่น ไม่เปิดเผยข้อมูลเด็กไม่ว่ากรณีใดๆ
• ประกาศรายชื่อเว็บไซต์และบริการออนไลน์ที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม เพื่อให้เป็นที่รับรู้ของสังคมโดยเฉพาะพ่อแม่ ผู้ปกครองและครู อันจะนำไปสู่การร่วมดูแลเยาวชนในความปกครอง และร้องเรียน ให้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบต่อไป
2. ทุกท่านเห็นตรงกันมากๆๆ ว่าทางออกที่จริงจังและยั่งยืนก็คือ การดึงเอาการอยากได้รับความยอมรับ และความอยากลองอะไรใหม่ๆของคนรุ่นใหม่ ไปสร้างให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ออนไลน์ คุณกานต์จาก iNET เล่าว่าเขาเห็นเด็กเล่นกีตาร์โชว์ประมาณ 5 นาทีบน youtube.com ซึ่งเป็นไซต์สำหรับปล่อยวิดิโอทำเอง คลิปนั้นเป็นที่นิยมมากคือมีคนดูมากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก พี่นัทตัวแทนผู้ปกครองก็เห็นด้วย ว่าจริงๆเด็กสมัยนี้มีทักษะหลายๆอย่างที่แสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ แต่ไม่มีที่ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ซึ่งมีแค่เข้ามาทำการบ้าน คุยกันเพื่อน หรือไม่ก็ดูอะไรที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น เพราะรู้จักอยู่แค่นั้น ซือก็เลยเล่าเรื่อง OpenFEST.net ที่กลายเป็นที่ปล่อยของออนไลน์ในเชิงสร้างสรรค์ไปแล้วมีงานประมาณ 600 ชิ้นจากเด็กหลายๆคนโยนมาให้คนอื่นดู ส่วนไป๋เล่าถึง learners.in.th ที่เปิดตัวไม่ถึงสองเดือนก็มีคนดูเป็นแสนครั้ง มีคนมา blog เรื่องราวการเรียนรู้ทั้งอาจารย์ เด็กมหา'ลัยเยอะแยะ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเมืองไทยก็เกิดขึ้นได้ เป็น learning 2.0 เต็มขึ้นที่แรกของโลก หลายๆคนก็ผงกหัวเห็นด้วยว่า แม้จะมีพื้นที่ดีๆอย่างนี้ก็ต้องรีบสร้าง critical mass โดยเร็ว คือต้องรีบให้คนรุ่นใหม่รู้จัก และใช้งานพื้นที่ประมาณนี้เป็นวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันยังกระจัดกระจายในเน็ท
3. ข้อสรุปอีกข้อก็คือต้องพยายามค้นหา business model ที่จะทำให้พื้นที่เหล่านี้โตได้อย่างยั่งยืน โดยช่วงเริ่มต้นอาจจะต้องมีการสนับสนุนเป็นเงินให้เปล่า หรือ sponsor ในรูปแบบต่างๆ เช่นกองทุนอินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์ โดยให้ผู้ปกครอง และ หน่วยงานที่สนใจเห็นประโยชน์มาช่วยกัน contribute ด้วย ไม่งั้นไม่มีทางขยายพื้นที่ดีให้ไล่ทันหรือเอาชนะพื้นที่ร้ายได้อย่างแน่นอน
4. ทั้งเรื่องการให้เด็กผู้ปกครองครูรู้เท่าทันภัยอินเทอร์เน็ต หรือใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์นั้น ผู้เข้าประชุมเห็นว่าได้มีการพัฒนาองค์ความรู้กับกลุ่มตัวอย่างมาซักปีหนึ่ง น่าจะวางแผนประชาสัมพันธ์ครั้งใหญ่ เป็นเคมเปญใหญ่ที่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ผ่านสื่อต่างๆได้แล้ว
มิฉนั้นก็จะยากต่อการขยายผลให้้ผู้คนสนใจเป็นวงกว้าง
5. สาวนักศึกษามหาวิทยาลัยได้ให้ความเห็นอีกข้อหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งข้อสรุปของการประชุมก็คือ เรื่องความอยากรู้อยากเห็นทางเพศนั้น ไม่สามารถแก้ได้โดยดึงให้ไปทำเรื่องสร้างสรรค์อย่างเดียว ต้องตอบสนองให้ถูกจุดจริงๆด้วย จึงควรพัฒนาวิธีการที่จะทำให้เยาวชนสามารถเข้าใจ เรื่องเพศสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งจริงๆจังไม่น่าเบื่อในโลก cyberspace ด้วย อาจจะเป็น web เป็นเกมส์ อะไรซักอย่างที่นำเสนอแล้วตรงกับจริตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทีมงานก็รับไปประสานกับแผนงานสุขภาวะทางเพศของ สสส. ให้ว่าจะทำอะไรต่อได้บ้าง
Posted at 10:30 PM in อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์ | Permalink | Comments (0) | TrackBack (0)
อาทิตย์ที่แล้วทั้งอาทิตย์ทำอะไรไปบ้างก็จำไม่ได้แน่ชัด แต่จำได้ว่ามีไอเดียประมาณนี
1. Puey's Sufficiency Development Forum 2007
เนื่องจากได้ประชุมกับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ว่าเนื่องในโอกาสฉลอง 40 ปีก็น่าจะทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ สามารถเชื่อมโยงกับคนอื่นในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน อะไรประมาณนั้น โดยผูกงานที่มูลนิธิทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นรูปธรรมในระดับ macro
การประยุกต์แนวคิดพอเพียงกับ CSR หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจพอเพียงระดับรากหญ้า นอกจากนั้นก็อาจจะจัดสัมมนาเรื่องประมาณการให้เพื่อสังคม การลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาค แผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคม ฯลฯ คิดว่าน่าจะทำให้เกิดการรวมตัวของคนที่สนใจเรื่องประมาณนี้ และพัฒนาไปเป็นอะไรที่น่าสนใจต่อในอนาคตนะ จริงๆอยากให้เป็นอารมณ์ tech talk + world economic forum ประมาณนั้นเลย
2. การปฏิรูปวัฒนธรรมออนไลน์ด้วยสื่อดิจิตอลสร้างสรรค์ (Digital media cultural revolution)
ช่วงหลังๆได้เกี่ยวข้องกับงาน เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมออนไลน์เยอะมากทั้งในเชิงบวกและลบ ได้ข้อสรุปว่าจะให้คนรุ่นใหม่ลดความหมกหมุ่นหรือโอกาสโดนล่อลวงนั้นนอกจากจะป้องกัน และให้รู้เท่าทันแล้วทางที่ดีที่สุด ก็คือการสร้างความยอมรับอะไรซักอย่าง ที่เป็นไปในทางบวกในวัฒนธรรมดิจิตอล ได้สรุปบทเรียนจาก OpenFEST และ Bioscope ว่าจะต้องสร้างกลไกสนับสนุนชุมชนปล่อยของที่มี incentive แต่ไม่ใช่เน้นการแข่งขันมากเกินไป แล้วเชื่อมโยงโลกทั้ง offline และ online เข้าด้วยกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งของ community
ไอเดียเบื้องต้นคือประมาณนี้
Digital media revolution = Online showcase & knowledge platform + merit-based offline distribution channel for recognition + periodical offline community jamming + one big online/offline festival
ซึ่งก็คืออามรณ์ประมาณ Openfest.net + fuse mag + IdN w DVD + BarCamp + Pusarn Festival
ซึ่งเมื่อรวมกันเข้าก็จะเป็น Merit-based Open Platform for Digital Media Makers & Consumers ได้จริงๆ
ขั้นตอนก็คือนำเสนอวิธีการสร้างสื่อดิจิตอลอย่างง่ายพร้อมกรณี inspire ต่างๆ เปิดพื้นที่ให้ปล่อยของออนไลน์ จากนั้นมีการนัดเจอแสดงของให้ชุมชนรู้จักโดยจัดเป็นการ present งานง่ายๆไม่เป็นทางการมาก คัดอันที่พร้อมสุดกลุ่มหนึ่งมาลงหนังสือและ DVD ซึ่งวางขายทั่วประเทศ หมุนอย่า่งงี้ไปเรื่อยๆ แล้วปีหนึ่งก็จัดงานใหญ่เป็น festival หนึ่งครั้งที่นัดคนมาปล่อยของกันเป็นพันๆ และหาคนอยากดูฟังเสพย์ และหานักลงทุน หรือคนที่สนับสนุนคนปล่อยของได้ ซึ่งแต่ละปีก็จะหมุนให้วงมันโตขึ้นเรื่อยๆและยั่งยืนทางการเงินได้
3. Learners.in.th, Learning2.0 และ ยุทธจักรความรู้แห่งชาติ
เมืองไทยกำลังมี learning2.0 แท้ๆแบบว่าฝรั่งยังไม่มีที่ learners.in.th ซึ่งใช้ blog / feed เป็นเครื่องมือหลักที่สนับสนุนการเรียนรู้ในระดับมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเปิดไม่นาน ประมาณเดือน ก็มีเป็นแสน visit แล้ว ซึ่งตรงกับแผน learning2.0 ของ TRN ก็เลยสนับสนุนไปเรียบร้อยแล้ว (จริงๆสนับสนุนที่ทีม Usable Labs เลย) และได้กำลังพัฒนาแนวคิดว่าจะปรับซอฟแวร์ที่ implement ตาม gotoknowให้เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ปัจจุบันอย่างไร และกำลังคิดว่าจะทำcampaign อะไรให้คนเข้ามาใช้เยอะๆอย่างมีประโยชน์ ซึ่งกำลังนำแนวคิดของ massive multi-player game อย่าง world of warcraft มาคิดต่อว่าจะทำอย่างไร ให้การเรียนรู้สนุกเหมือนกับการเล่มเกมออนไลน์ โดยเฉพาะพวกเด็กที่คลั่งการเรียนรู้ ซึ่งน่าจะมีเป็นพันๆอยู่แล้วในสังคม เบื้องต้นเลยคิดเรื่อง ยุทธจักรความรู็แห่งชาติ โดยให้เป็นเคมเปญเสริม อารมณ์ว่าแต่ละคนสามารถมาตั้งสำนักการเรียนรู้ของตน และมีเป้าหมายในการเผยแพร่กระจาย ชักชวนคนมาร่วมสำนัก และพัฒนาความรู้และสร้างความนิยมขึ้นไปเรื่อยๆ โดยใช้ planet เป็นคล้ายๆสำนัก อะไรประมาณนี้แล้วก็มีการจัดลำดับความสามารถและ incentive ในเคมเปญนั้นๆ ซึ่งคล้ายแนว guild management ใน world of warcraft นอกจากนั้นการประยุกต์แนวคิดการเรียนรู้โดยใช้กระแสเกม เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้กำลังเป็นที่นิยมมาก ได้ลองรวบรวม bookmarks การศึกษาเรื่องประมาณนี้ไว้ใน http://del.icio.us/sunitshrestha/gameasmanagement
้จริงๆคำว่า ยุทธจักรความรู้แห่งชาติ เป็น anti-thesis ของอารมณ์แบบพวก ศูนย์....ความรู้แห่งชาติที่มีๆอยู่ โดยรวมแนวคิดแบบทีเล่นทีจริงแบบตะวันออกเข้าไป เลยคิดว่ายุทธจักรเป็นคอนเซ็บที่คนไทยเข้าใจ และสามารถสนุกไปพร้อมๆกับการเรียนรู้ได
อื่นๆ
ไป๋บอกว่า wikipedia = ความรู้แดกด่วน คล้ายๆกับ fastfood ในโลกของอาหาร ซึ่งก็จริงมากๆ
้
Posted at 10:36 AM in ideas | Permalink | Comments (0) | TrackBack (0)
bizpunk.com is all about making new ideas user-friendly for businesses and other types organisations. As the world becomes increasingly competitive, only firms that are able to be creative and apply innovative approaches can stay afloat.
bizpunk.com is an online news and weblog that delivers news, insights and analysis on a range of topics from business, technology, innovation and trends to a hungry audience of consumers and professionals interested in making sense of and applying new insights. Our readers include business executives, industry experts, investment professionals and entrepreneurs from the region.
Visit www.bizpunk.com to check it out!
Posted at 07:39 AM | Permalink | Comments (0) | TrackBack (0)
กำลังคิดมุขอะไรที่จะเล่นเพื่อเป็นการเปิดช่องอะไรซักอย่างในช่วงงาน OpenFESTIVAL เพื่อให้เป็นจุดเชื่อมต่อ OpenFEST2 (fuse?) วันนี้คุยกับพี่ธิดากับพี่หมู BIOSCOPE... ดูท่าแนวคิดเรื่องเปิดตัวด้วย machinema (ใช้เกมส์คอมพิวเตอร์มาทำหนัง) และ unconference แบบ barcamp/foocamp ที่จัดประชุมให้คนมา present เรื่องน่าสนใสแบบสั้นๆไม่มีพิธี อยู่กันเป็นวันๆ น่าจะเป็นแนวคิดที่ดี.... ต้องรีบต่องานกับทีมที่จะดูแลการเติบโตของ OpenFEST ให้ได้... เฮ้อ..
ที่สำคัญเรื่องที่จะปล่อยต้องมีลักษณะเป็นเหมือน alternate reality game, หรืออารมณ์ beta-7.com ให้คนเกิดความอยากรู้ งงๆระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องไม่ค่อยจะจริง.. ผสมผสานการเล่าเรื่องโดยทำ online slide presentation จากจุดกำเนิดถึงปัจจุบันของ openfest อามรณ์ออก flash หน่อย คล้ายๆ poor richard game .. อยากเห็น iCult Map พรุ่งนี้จัง
What's the secret key for?
Posted at 10:15 AM in เกี่ยวกับ OpenFEST | Permalink | Comments (0) | TrackBack (0)
I've created many monsters,
evil emerged from good will,
tears in implementing,
wiping out startup joy.
Love turns to anger,
fellowship broken,
trust dried up,
is this a sign or my destiny's end?
Posted at 09:59 AM in poetry | Permalink | Comments (0) | TrackBack (0)
| This is an amazing speech by Steve Jobs in Stanford University's graduation ceremony! | |
Posted at 10:12 PM | Permalink | Comments (0) | TrackBack (0)